เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ 11.00-20.00 | วันเสาร์ - วันอาทิตย์ 10.00-20.00
  06 3868 9925 | 02 853 3863
เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ 11.00-20.00
วันเสาร์ - วันอาทิตย์ 10.00-20.00
  06 3868 9925 | 02 853 3863
#

💥กายวิปริตเพราะจิตเป็นเหตุ (Psychosomatic Disorder) !!!

ในสังคมปัจจุบัน … มีหลายคนที่ต้องมารับบทบาท “ผู้แบกรับภาระของทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในครอบครัว องค์กร หรือสังคม ต้องเผชิญกับภาวะความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) จึงแปรรูปความขัดแย้งทางอารมณ์และความเครียดภายในจิตใจไปสู่อาการทางร่างกาย ที่เรียกว่า กายวิปริตเพราะจิตเป็นเหตุ (Psychosomatic Disorder) คำว่า Psyche (จิตใจ) และ Soma (ร่างกาย) หมายถึง ความผิดปกติทางกายที่มีสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นจากจิตใจ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยพยาธิสภาพทางกายเพียงอย่างเดียว และไม่สามารถตรวจพบสาเหตุของความเจ็บป่วยด้วยเครื่องมือพิเศษต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะไมเกรน, ปวดท้องหรืออาการของโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS), หัวใจเต้นเร็วหรือใจสั่น, อ่อนเพลีย, นอนไม่หลับ, หายใจลำบาก, ผื่นขึ้นที่ผิวหนัง, ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดเชิงกราน, ปวดท้องโดยไม่พบความผิดปกติทางอวัยวะ, มือเท้าชาหรืออ่อนแรงเป็นช่วง ๆ เป็นต้น

📌 จิตวิเคราะห์ผู้ป่วยกายวิปริตเพราะจิตเป็นเหตุ (Psychosomatic Disorder) : มักมีบุคลิกภาพแบบ “Alexithymia” (A = ไม่มี, Lexis = คำพูด, Thymos = อารมณ์) คือ มีความยากลำบากในการรับรู้ เข้าใจ และแสดงอารมณ์ของตนเอง จึงมักแสดงออกทางร่างกายแทน เพื่อป้องกันความรู้สึกเจ็บปวดจากประสบการณ์ในอดีต เช่น การถูกทอดทิ้ง ขาดความรักความอบอุ่นในครอบครัว เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว เหงา เศร้า ต้องเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว ขี้เกรงใจและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่กล้าแสดงความรู้สึก เพราะกลัวทำร้ายคนอื่น แต่แสดงออกว่าเป็นคนเก่งที่มีความรับผิดชอบสูง รู้ทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องตัวเอง) ตั้งมาตรฐานสูง กลัวความผิดพลาด รับคำวิจารณ์ไม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง เพราะเคยผ่านประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึก “ไร้อำนาจ” ในการควบคุมชีวิต มีประวัติการเลี้ยงดูที่การแสดงออกของอารมณ์ไม่ได้รับการยอมรับ เช่น “อย่าร้องไห้” หรือ “ต้องเข้มแข็ง” ทำให้ “ภาษาทางร่างกาย” กลายเป็นวิธีเดียวที่จิตใจใช้ในการส่งสัญญาณความทุกข์ออกมาได้ เมื่อร่างกายต้องมาพูดแทนจิตใจ ซึ่งเป็น “การสื่อสารของจิตใต้สำนึกผ่านร่างกาย” เป็นผลจากความขัดแย้งภายในจิตใจที่ไม่อาจระบายออกในรูปแบบของภาษาหรือพฤติกรรมได้โดยตรง จิตใจจึงสร้างอาการทางกาย เพื่อเรียกร้องให้ “ได้พัก” หรือ “ได้รับการดูแล” ดังนั้น อาการเหล่านี้คือ “เสียงของร่างกายที่จิตใจพูดไม่ได้” โดยใช้กลไกทางจิตดังนี้

  1. กลไกการกดเก็บ (Repression) : โดยกดเก็บอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ความโกรธ ความเศร้า ความรู้สึกผิด ความกลัว ฯลฯ จิตใต้สำนึกพยายามที่จะกดอารมณ์เหล่านี้ไว้ไม่ให้เข้าสู่จิตสำนึก เมื่อพลังทางอารมณ์ไม่สามารถหาทางระบายได้ จึงถูกเปลี่ยนรูปเป็นอาการทางกาย เช่น
    • ปวดศีรษะไมเกรน → เกิดจากความเครียด การควบคุมอารมณ์หรือการ “คิดมากเกินไป”
    • ปวดท้อง → บริเวณท้องคือ “ศูนย์กลางอารมณ์” ที่มักสะสมความกลัว ความโกรธ หรือความรู้สึกแบกเกินไป (Gut–Emotion Connection) ซึ่งสื่อถึงภาวะกังวล กลืนไม่ลง หรือไม่สามารถ “ย่อย” ปัญหาในชีวิตได้
    • แน่นหน้าอก / หายใจตื้น → มักมาพร้อมกับการสื่อความรู้สึกว่า “ไม่มีที่หายใจของตัวเอง”
    • มือเท้าชา → สะท้อนถึงความรู้สึก “ชินชา” หรือ “ไม่อยากรู้สึกไม่อยากรับรู้เรื่องอะไรอีกต่อไป” ไม่อยากรู้สึกเจ็บปวดใจอีกต่อไป
    • นอนไม่หลับ → จิตไม่ยอมพัก เพราะกลัวว่าหากหลับจะ “ปล่อยให้ทุกอย่างพัง”
  2. การแปรสภาพอารมณ์เป็นอาการทางกาย (Conversion) อารมณ์หรือแรงขับ (Drive) ที่ถูกกดไว้จะถูกแปรสภาพเป็นอาการทางร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่เป็น “สัญลักษณ์แทนอารมณ์” เช่น ผู้ที่รู้สึกโกรธแต่ไม่กล้าแสดงออก อาจเกิดอาการเกร็ง ปวดกล้ามเนื้อ หรือแน่นหน้าอก เป็นต้น
  3. ความขัดแย้งภายในจิตใจ (Intrapsychic Conflict) เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่าง Id (แรงขับ), Ego (เหตุผล) และ Superego (ศีลธรรม) ทำให้เกิดความกดดันและความเครียดภายในจิตใจ หากบุคคลไม่สามารถแก้ไขหรือยอมรับความขัดแย้งนี้ได้ อารมณ์เหล่านี้จะถูกสะสมจนแสดงออกเป็นความเจ็บป่วยทางกายแทน เช่น
    • ความรู้สึกโกรธ อยากต่อต้านแต่ต้องยอมจำนน → ปวดหลังหรือกล้ามเนื้อเกร็ง
    • ความรู้สึกไร้ค่า อยากหนีจากสถานการณ์ → มือเท้าชา หรือ อ่อนแรง
    • ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้เป็น “คนดีพอ” → ปวดหัว หรือแน่นหน้าอกจากแรงกดดันภายใน
  4. ดูแลคนอื่นจนหลงลืมตนเอง (Caretaker Identity) ผู้ที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพื่อสร้าง “คุณค่า” ให้ตนเองผ่านการรับภาระของผู้อื่น ช่วยเหลือทุกคนทุกเรื่อง จนลืมที่จะกลับมาดูแลจิตใจตนเองในยามที่ไม่มีใครให้พึ่งพา เมื่อร่างกายและจิตใจอ่อนแรง → เกิด ความขัดแย้งภายใน (Inner Conflict) ระหว่าง “ความอยากพัก” กับ “ความรู้สึกว่าพักไม่ได้” ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดความเครียดเรื้อรังและรุนแรง จนระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) อยู่ในโหมด “สู้หรือหนี (fight-flight)” ตลอดเวลา

📕 แนวทางการรักษา : การทำความเข้าใจเชิงจิตบำบัดจะไม่ได้มุ่งรักษาเพียงอาการทางกาย แต่เน้นการช่วยให้ผู้ป่วย “ฟังเสียงของร่างกาย” เพื่อเชื่อมโยงกับ “อารมณ์ที่แท้จริง” ภายในตนเอง แนวทางหลัก ได้แก่

  1. การรับรู้และยอมรับอารมณ์ (Emotional Awareness) รับฟังร่างกายเหมือนฟังอารมณ์ ทุกความเจ็บปวดทรมาน คือ ข้อความจากจิตใต้สำนึก เช่น “ฉันเหนื่อยมาก”, “ฉันกลัวที่จะพูดความจริง” ช่วยให้ผู้ป่วยระบุอารมณ์ได้ เช่น โกรธ กลัว เศร้า โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
  2. การทำความเข้าใจความหมายของอาการ (Symbolic Meaning) ผ่านจิตบำบัดหรือการเขียนบันทึก (Journaling) ช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักว่าอาการปวดนั้นอาจเป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์ทางใจ เช่น “ปวดหัวเพราะพยายามควบคุมทุกอย่างมากเกินไป” เป็นต้น
  3. การพูดแทนร่างกาย (The Talking Cure) หรือ “การรักษาด้วยการพูด” ทำความเข้าใจต้นเหตุทางอารมณ์ เมื่ออารมณ์ได้รับการระบายในรูปแบบของภาษา จะช่วยให้อาการทางกายจะลดลง
  4. การฝึกสติ (Mindfulness-Based Psychotherapy) เพื่อแยก “ความรู้สึกจริง” ออกจาก “อาการที่แสดงออก” ช่วยลดวงจรระหว่างความเครียดและอาการปวด ช่วยให้ผู้ป่วยเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและอารมณ์ได้ดีขึ้น ลดการกดเก็บและเพิ่มความผ่อนคลายทางระบบประสาทอัตโนมัติ ได้เรียนรู้การแสดงอารมณ์อย่างปลอดภัย เช่น การพูดความรู้สึกตรง ๆ การร้องไห้ การระบายอารมณ์ความรู้สึกอย่างมีสติ
  5. ฝึกตั้งขอบเขต (Boundary) โดยเฉพาะกับคนที่มักพึ่งพาเราจนเคยชิน โดยฝึกความเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion) เพราะเราก็เป็น “คน” ที่สมควรได้รับการดูแลเช่นกัน อาทิ “ฉันเหนื่อยแล้ว” หรือ “ช่วยฉันด้วย อย่าให้ฉันต้องแบกทุกอย่างอีก” การฟังเสียงนี้คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างคนเดียว การวางบางส่วนของภาระ ไม่ได้เท่ากับการทอดทิ้งใคร ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด

ดังนั้น ผู้ป่วยกายวิปริตเพราะจิตเป็นเหตุ (Psychosomatic Disorder) เป็นภาวะที่สะท้อนความสัมพันธ์ที่ “จิตเป็นนาย … กายเป็นบ่าว” ผู้ป่วยไม่ได้ “แกล้งป่วย” แต่ร่างกายทำหน้าที่ตามที่จิตสั่ง อาการทางกายคือ “ภาษาแห่งจิตใต้สำนึก” เพื่อสื่อสารความทุกข์ในใจ ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งที่ยังไม่ถูกแปลความ การรับฟังร่างกายด้วยความเข้าใจและการเปิดพื้นที่ให้จิตใจได้พูดออกมา จึงเป็นหนทางสู่การเยียวยาใจที่แท้จริงและยั่งยืน

❤️ พิชญานิน คลินิก (คลินิกสุขภาพใจ) ชั้น 3 ศูนย์การค้า พาราไดซ์พาร์ค (สวนหลวง ร.9) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 น. - 20.00 น.

☎️ inbox ขอคำปรึกษาหรือทำนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ 06-3868-9925 หรือ LINE: @pichayaninclinic / Line https://lin.ee/GiDkelu หรือ Website www.pichayaninclinic.com