พลโท นายแพทย์พิชัย - ดร.อัญชลี แสงชาญชัย พร้อมคณะแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ “พิชญานิน คลินิก” ร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๘ เป็น “วันปิยมหาราช“ เพื่อน้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นกษัตริย์ผู้มีพระปรีชาสามารถรอบด้าน ทั้งในด้านการปกครอง การปฏิรูปประเทศ และการเข้าใจจิตใจมนุษย์ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระองค์มิได้เป็นเพียงถ้อยคำแห่งการบริหารราชการแผ่นดิน หากยังสะท้อนหลักคิดทางจิตวิทยาเชิงมนุษยนิยม (Humanistic Psychology) และจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) อันมุ่งเน้นความเข้าใจผู้อื่น การเมตตา การพัฒนาตนเอง และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
📕 พระองค์ทรงเป็น “นักจิตวิทยาเชิงปฏิบัติ” ที่สามารถประยุกต์หลักจิตวิทยาเพื่อการพัฒนามนุษย์และสังคมไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน อาทิ
- ✅ ๑. จิตวิทยาแห่งความเข้าใจมนุษย์ (Empathic Leadership)
พระองค์ทรงตระหนักถึงความแตกต่างของมนุษย์ และทรงเน้นให้ผู้นำเข้าใจ “ใจคน” ก่อนการปกครอง ดังพระราชดำรัสว่า “คนทั้งปวงมีใจไม่เหมือนกัน ถ้าผู้ใดจะปกครองคนอื่น จำต้องรู้จักนิสัยใจคอของคนผู้นั้นก่อน” สะท้อนหลักการสำคัญของการปกครองและการบริหารงานบุคคล คือ การเข้าใจความแตกต่างที่หลากหลายของมนุษย์ การปกครองหรือการจัดการจึงต้องพิจารณาจากอุปนิสัยใจคอของแต่ละบุคคลด้วย เพื่อลดความขัดแย้งและส่งเสริมให้คนทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถของตนเอง สอดคล้องกับแนวคิดจิตวิทยาเชิงสังคม (Social Psychology) ที่มองว่าความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) เป็นหัวใจของภาวะผู้นำ พระองค์ทรงใช้การฟัง การสังเกต และการเข้าใจแรงจูงใจของบุคคล เพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนและข้าราชการ
- ✅ ๒. จิตวิทยาแห่งเมตตาและการให้อภัย (Compassion Psychology)
พระองค์ทรงสอนให้ผู้มีอำนาจใช้ “เมตตาธรรม” แทนการใช้อารมณ์ในการลงโทษ ดังพระราชดำรัสว่า “การลงโทษคน ต้องมีเมตตา ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะปรารถนาให้เขาได้ดีขึ้น” สะท้อนจิตวิทยาเชิงบำบัด (Therapeutic Psychology) ที่มุ่งให้บุคคลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการเข้าใจและเห็นคุณค่าของตนเองมากกว่าการลงโทษเพื่อให้เกิดความกลัว อีกทั้ง แนวคิด “จิตวิทยาแห่งการเข้าใจมนุษย์” (Human Understanding Psychology) ที่ทรงมองว่า การลงโทษไม่ควรเกิดจากอารมณ์โกรธหรือความรู้สึกส่วนตัว แต่ควรมาจาก เจตนาบริสุทธิ์เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงผู้กระทำผิด การลงโทษที่แท้จริงควรมี “เมตตาธรรม” เป็นรากฐาน เพราะเมื่อผู้ถูกลงโทษรู้ว่าผู้ลงโทษมีเจตนาดี เขาจะเกิด “สำนึก” มากกว่า “ต่อต้าน”
- ✅ ๓. จิตวิทยาแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง (Psychology of Growth and Learning)
ดังพระราชดำรัสว่า “ถ้าเราจะเจริญได้ ต้องรู้จักคิด รู้จักฟัง รู้จักถาม และรู้จักเปลี่ยนแปลง” สะท้อนแนวคิดเชิงจิตวิทยาแห่งการเรียนรู้และการพัฒนามนุษย์ (Psychology of Human Development) ได้อย่างลึกซึ้ง พระองค์ทรงมองเห็นว่า “ความเจริญ” มิใช่เพียงการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) คือการยกระดับ “จิตใจและปัญญา” ของมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานของความเจริญอย่างยั่งยืน ต้อง “รู้จักคิด“ (Cognitive Awareness & Critical Thinking) + “รู้จักฟัง” (Empathic Listening & Emotional Intelligence) + “รู้จักถาม” (Curiosity & Metacognition) + “รู้จักเปลี่ยนแปลง” (Adaptability & Growth Mindset) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ความกลัว แต่คือสัญญาณของการเติบโตและการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
- ✅ ๔. จิตวิทยาแห่งความสุขของประชาชน (Positive Psychology and Altruism)
ดังพระราชดำรัสว่า “เราจะสุขได้ ก็เมื่อเห็นราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข” สะท้อนแนวคิดด้านจิตวิทยาแห่งความสุขและ “ภาวะผู้นำผู้รับใช้” (Servant Leadership) ซึ่งเป็นการนำด้วยหัวใจแห่งการรับใช้ผู้อื่นมากกว่าการใช้อำนาจสั่งการ มีแรงจูงใจจากภายในที่มาจากความปรารถนาดีต่อผู้ตาม (Intrinsic Motivation) ซึ่งนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและความร่วมมือภายในสังคมอย่างยั่งยืน ทรงเป็นแบบอย่างของ “ผู้นำเชิงจิตวิญญาณ” (Spiritual Leadership) ที่นำพาความสุขส่วนรวมมาสู่ความสมบูรณ์แห่งจิตใจของตนเอง ความสุขที่เกิดจากการให้และการเห็นผู้อื่นมีความสุข เรียกว่า “จิตสาธารณะ” (Altruistic Happiness หรือ Empathic Joy) สะท้อน Eudaimonic Happiness หรือ “ความสุขเชิงคุณค่า” ที่เกิดจากการทำสิ่งที่มีความหมายต่อสังคม ซึ่งแตกต่างจาก Hedonic Happiness ที่เกิดจากความสุขชั่วคราวทางวัตถุหรือความพึงพอใจส่วนตน จิตวิทยาแห่งเมตตา (Compassion Psychology) เป็นพลังทางจิตใจที่ช่วยลดความโกรธ ความทุกข์ และส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์ และ “ความสุขเชิงสังคม” (Social Well-being) ที่มองว่าความสุขของผู้นำไม่อาจแยกจากความสุขของประชาชน การสร้างสังคมที่ประชาชนมีความมั่นคงและมีศักดิ์ศรี เป็นกลไกสำคัญของสุขภาวะทางใจโดยรวม เช่น การเลิกทาส
- ✅ ๕. จิตวิทยาแห่งศักดิ์ศรีและความเสมอภาค (Human Dignity and Equality)
ดังพระราชดำรัสว่า “คนทั้งหลายแม้จะต่างชั้น ต่างชาติ ต่างภาษา ก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน“ สะท้อนหลักจิตวิทยามนุษยนิยม (Humanistic Psychology) ซึ่งเน้นศักดิ์ศรี ความเสมอภาค และศักยภาพของมนุษย์ พระองค์จึงทรงเลิกทาส ปฏิรูประบบชนชั้น และเปิดโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้ทุกคนได้พัฒนาตนอย่างเต็มที่ ช่วยส่งเสริม “การยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Positive Regard)” ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเข้าใจและความเมตตาในสังคม เมื่อมนุษย์รู้สึกว่า “ตนเองมีคุณค่าเท่ากันกับผู้อื่น” จะเกิดแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ที่นำไปสู่พฤติกรรมเชิงบวกและสังคมที่สงบสุข
พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทด้านจิตวิทยาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นดั่ง “จิตวิทยาเชิงบูรณาการ” ที่รวมระหว่างเมตตา เหตุผล และความเข้าใจมนุษย์ พระองค์ทรงใช้หลักจิตวิทยาโดยธรรมชาติในการบริหารประเทศ และในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แนวคิดเหล่านี้ยังคงร่วมสมัยและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำ และจิตวิทยาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด พระปรีชาญาณของพระองค์มิได้อยู่เพียงในตำรา หากแต่ดำรงอยู่ในจิตใจของประชาชนทุกคน ขอพระบารมีแห่งพระองค์ทรงนำแสงแห่งปัญญาและความเมตตามาส่องสว่างแก่ใจของคนไทยทุกดวงตราบนิรันดร์
❤️ พิชญานิน คลินิก (คลินิกสุขภาพใจ) ชั้น 3 ศูนย์การค้า พาราไดซ์พาร์ค (สวนหลวง ร.9) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 น. - 20.00 น.
☎️ inbox ขอคำปรึกษาหรือทำนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ 06-3868-9925 หรือ LINE: @pichayaninclinic / Line https://lin.ee/GiDkelu หรือ Website www.pichayaninclinic.com